ความสัมพันธ์ของขนาดหน้าตักในการลงทุน และผลตอบแทน

ผมเชื่อว่าข้อมูลแบบนี้ไม่ค่อยมีใครเผยแพร่นะ เพราะมันค่อนข้างค้านความเชื่อของคนส่วนใหญ่ "ว่าการทุ่มเงินจำนวนมากในระยะสั้น กลับยิ่งเป็นผลเสียต่อพอร์ตการลงทุนในระยะยาว"

ในภาพเป็นการทดสอบระบบแบบ Long และ Short Position โดยใช้กราฟ S50Future เก็บข้อมูลเวลา 1 ปี (จริงๆผมเก็บข้อมูล10 ปีย้อนหลัง แต่ตัดมาให้ดูคร่าวๆ) เริ่มต้นไว้วางเงิน 1 ล้านบาท โดยมีการเข้าออกอย่างเป็นระบบ ซึ่งใช้ สัญญาณซื้อขายแบบเดียวกัน แต่ต่างกันแค่ "ขนาดหนักตักในการลงทุน" ..และสิ่งที่เกิดขึ้น พบว่า .. แบบที่ 1

เส้นสีฟ้า ใช้ขนาดหน้าตักน้อย เล่นแบบ Conservative เวลาได้ ได้ไม่มาก แต่ก็เสียไม่มากเช่นกัน ปี สามารถทำReturn กลับมา 18% มี Maximum Drawdown 11.3% แบบที่ 2

เส้นสีส้ม ซื้อโดยมีการบริหารหน้าตักแบบพอดี ไม่มากหรือน้อยไป สามารถว่าทำ Returnได้ 35% Maximum Drawdown 26% ( เนื่องจากเป็นระบบ Trend Following พอมีแนวโน้มจึงเก็บกำไรได้พอสมควร ) แบบที่ 3

เส้นสีขาว เล่นโดยใส่เงินเยอะเกินไป หวังให้พอร์ตโตเร็ว ปรากฎว่าพอเจอสภาพตลาดที่เล่นยาก ทำให้เกิดการขาดทุนสะสมมาก จนเงินในพอร์ท Drop ลงไปอย่างมีนัยสำคัญ และปัญหาของการ Overtrade ได้เกิดขึ้นแล้ว..

แม้ว่าสุดท้ายแล้ว ระบบนี้เงินทุนจะสามารถกลับมาเป็นบวกได้ แต่แลกมาด้วยเวลาเป็นปี โดยแบบที่ 3 มี Return กลับบวกแค่ 3% ในขณะที่ Maximum Drawdown สูงถึง 37%

ภาพนี้เป็นตัวอย่างในการเทรด ของทั้ง 3 แบบที่เข้า - ออก จุดเดียวกัน ต่างกันแค่ขนาดในการเข้าซื้อ

ผมอยากชี้ให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของการเก็งกำไร ไม่ใช่แค่การแสวงหา indicator ขั้นเทพ หรือการเลือกหุ้นอย่างเดียว การบริหารการเงิน ขนาดในการเข้าซื้อก็มีความสำคัญเช่นกัน

ในขณะที่เรา Overtrade หรือซื้อเยอะไปบ่อยๆ กลับเป็นผลเสียต่อพอร์ทการลงทุนในระยะยาวครับ

1,780 views0 comments