กลุ่มอุตสาหกรรม FASHION : แฟชั่น

ลักษณะของธุรกิจ

ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายสินค้าชุดชั้นในสตรี ภายใต้เครื่องหมายการค้า Sabina และกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้ายอดนิยมในยุโรป

ถ้าย้อนไปเมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว ผู้ก่อตั้งรุ่นที่ 1 คือ คุณจินตนา และอดุลย์ ธนาลงกรณ์ คือผู้บุกเบิก ชุดชั้นในยี่ห้อ “จินตนา” ที่หลายคนน่าจะคุ้นชื่อกันเป็นอย่างดี ซึ่งต่อมาคุณวิชัย ลูกชายคนโตก็ได้สืบทอดกิจการตรงส่วนนี้ ส่วนคุณวิโรจน์ ลูกชายคนที่ 2 แยกตัวออกมาเปิดแบรนด์ใหม่ คือ “SABINA” แทน จุดเริ่มต้นของ SABINA ก็ไม่ต่างจากบริษัทสิ่งทอรายอื่นคือ รับทำ OEM ให้กับลูกค้าต่างประเทศ ด้วยสัดส่วนมากถึง 90% ของรายได้บริษัท และแน่นอนว่ากำไรน้อย เพราะลูกค้ากำหนดสเป็คมาเลยว่าจะเอาแบบไหน รวมถึงให้ไปซื้อวัตถุดิบ ผ้า ลูกไม้ ตะขอ กับ supplier ที่มีอยู่แล้ว ถ้าไม่สู้ราคา เขาก็ไปหาผู้ผลิตรายอื่นแทน เรียกได้ว่าผลิตเยอะ แรงงานเยอะ รายได้น้อย กำไรน้อย 10 ปีที่แล้ว SABINA เริ่มคิดใหม่ทำใหม่ว่าอยู่แบบนี้เราไม่รอดแน่ เลยเริ่มที่จะเปลี่ยนมาทำแบรนด์ของตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ถึงแม้ว่าในช่วงแรก รายได้จะหายไปเยอะมาก แต่ว่ากำไรกลับเพิ่มสูงขึ้น จากปี 2010 มี GPM 35% และ NPM 3% กลายมาเป็น GPM 51% และ NPM 9% ในวันนี้ ก็ต้องบอกว่าเดินมาถูกทาง เรามาดูผลประกอบการ 4 ปี ย้อนหลังกัน ปี 2557 ยอดขาย 2,153 ล้านบาท กำไรสุทธิ 147 ล้านบาท ปี 2558 ยอดขาย 2,296 ล้านบาท กำไรสุทธิ 165 ล้านบาท ปี 2559 ยอดขาย 2,383 ล้านบาท กำไรสุทธิ 176 ล้านบาท ปี 2560 ยอดขาย 2,663 ล้านบาท กำไรสุทธิ 243 ล้านบาท

Story ของกิจการ

เราจะเห็นได้ว่ายอดขายค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และกำไรก็เพิ่มตามมา โดยเฉพาะปีที่แล้วเพิ่มเร็วขึ้นตั้งแต่ Q3 เป็นต้นมา หลายคนเริ่มอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมจะเล่าเป็นลำดับขึ้นให้ฟังแบบนี้นะครับ 1) เริ่มแรกที่จะเปลี่ยนจาก OEM มาเป็นแบรนด์ ปริมาณการผลิตจะลดลง บริษัทเลยใช้นโยบาย ถ้าคนออกไม่รับเพิ่ม และเปลี่ยนจากนั่งเย็บมาเป็นยืนเย็บทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัจจุบันมี 5 โรงงาน พนักงาน 4,000 คน กำลังการผลิต 1 ล้านชิ้นต่อเดือน 2) “คับที่อยู่ได้ คัพเออยู่ยาก” ต้นกำเนิดของสินค้า Doom Doom ที่เอาใจสาวไซส์เล็ก ด้วยฟองน้ำชิ้นโต โดยการใช้ คริส หอวัง เป็นพรีเซ็นเตอร์ โดยนำเอาฉากในหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ มาใช้ในการโฆษณา ทำให้สินค้าคอลเล็คชั่นนี้ขายดีระเบิดมาหลายปี บวกกับช่วงหลังผลิตฟองน้ำได้เองทำให้ต้นทุนถูกลงจากคู่ละ 40 เหลือ 10 บาท 3) พัฒนาการของสินค้าใหม่ออกมาตลอด ที่หลายคนคุ้นตาก็ เช่น Modern V มีร่องอกใน 6 วินาที ที่ใช้ชมพู่ อารยา เป็นพรีเซ็นเตอร์ แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ Q3 ปีที่แล้วบริษัทเปลี่ยนกลยุทธ์จากเดิมเน้นคัพเล็ก มาสู่กลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น คือ สาวคัพใหญ่ ด้วยเสื้อใน “Wireless Shape ไม่มีโครง แต่มีทรง เนื้อไม่ปลิ้น” คือใส่แล้วดูสวย มั่นใจ ทำให้ขายดีมาก (ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจสินค้าเท่าไหร่ครับ ใครรู้ช่วยด้วยได้เลยนะ) 4) ช่องทางการขายครอบคลุม 580 แห่ง ทั่วประเทศ ครึ่งนึงอยู่ใน modern trade คือ Tesco Lotus, Big C ที่เหลือก็ตามห้าง และมีร้าน Sabina Shop ของตัวเองด้วย แต่ช่วงหลังมาเน้นการขายแบบ TV Shopping และ Online ทั้งกับแม่ค้าออนไลน์เอง Lazada หรือ IG ของตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายโดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายมากนัก และช่วยลด inventory ไปในตัว เพราะถ้ามีสินค้าตกรุ่นเหลือเยอะ แม่ค้าออนไลน์ก็จะมาเหมาไปขายหมด 5) ขยายตลาดไป ASEAN มากขึ้น โดยเป็นการเข้าไปเรียนรู้พฤติกรรมลูกค้าแต่ละประเทศแล้วผลิตสินค้าให้เหมาะสม ไม่ได้เอาสินค้าที่มีในประเทศไปขาย เน้นจับลูกค้าฐานใหญ่ที่มีกำลังซื้อ อย่างเวียดนามก็ไม่ได้เน้นขายในห้าง แต่เป็นตามร้านข้างนอกทั่วไปที่มีกำลังซื้อมากกว่า

ความเสี่ยง

1) เป็นธุรกิจ Labor Intensive คือ ยังต้องใช้แรงงานคนในการเย็บ บวกกับ PC ในการขายสินค้าจำนวนมาก ก็จะกระทบกับกำไร โดยเราจะเห็นได้ว่า COGS 35% และ SG&A 40% ค่าแรงที่กำลังจะปรับขึ้นน่าจะกระทบกับต้นทุนและค่าใช้จ่ายไม่น้อย . 2) การแข่งขันสูง เพราะห้างต่าง ๆ โดยเฉพาะ modern trade ทำสินค้า private label โดยนำเข้ามาจากจีน มาขายราคาถูกกว่า ทาง SABINA เองก็แก้เกมส์ด้วยการไปเปิด shop ด้านนอก บวกกับขายออนไลน์ และเน้นการสร้างแบรนด์ให้มากขึ้น . 3) จำนวนหุ้นในตลาดน้อยมาก 347 ล้านหุ้น Free Float 19.3% รายย่อยถือหลักร้อยคน ในแต่ละวันซื้อขายหลักพันหุ้น ราคาก็อยู่แถวนี้แหละมาหลายปีแล้ว P/E ไม่ถูก 35 เท่า

นอกจากกลยุทธ์ที่เฉียบคมแล้วอัตราส่วนการเงินก็จัดว่าดีไม่แพ้กัน เช่น 1) Current Ratio 4.6 เท่า Quick Ratio 2.2 เท่า แต่สินค้าคงเหลือลดลงเรื่อย ๆ ถ้าเราดู Cash Cycle จาก 400 วัน ในปี 2558 เหลือแค่ 302 วันในปี 2560 เพราะการบริหารสต็อคได้ดี บวกกับของเหลือก็มีแม่ค้าออนไลน์มารับเหมาไป 2) D/E แค่ 0.26 เท่า คือ ต่ำมาตลอด และแทบจะไม่มีเงินกู้เลย ส่วนนึงเพราะไม่ได้มีภาระในการลงทุนอะไรเพิ่มเติม 3) GPM สูงอยู่แล้วที่ 50% ROE, ROA ก็ดีขึ้นเป็นลำดับจาก 9% เมื่อปี 2558 มาเป็น 13% แล้ว 4) ปันผลจ่ายเพิ่มทุกปีตาม EPS ที่เพิ่มจาก 0.18, 0.21, 0.24 และปี 2560 จ่ายถึง 0.82 บาท คือ เยอะกว่า EPS ที่ 0.70 อีก คือ บริษัทไม่ได้จำเป็นต้องใช้เงินอะไรก็เลยจ่ายออกมา คิดเป็น Yield ก็ 3.4% Cr. เพจ Stock Vitamins - วิตามินหุ้น

218 views0 comments

Recent Posts

See All

NETBAY

QH

Hmpro